วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

08/02/11

Customer Relationship Management

Customer Relationship Management (CRM): การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการใช้บุคลากร เพื่อสร้างและรักษาลูกค้า เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในขณะที่จำนวนลูกค้ายังคงเท่าเดิม ธุรกิจจึงต้องพยายามสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้า
เป้าหมายของ CRM: ไม่ได้เน้นเพียงแค่การบริการลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเก็บข้อมูลพฤติกรรมในการใช้จ่ายและความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนา CRM ก็คือ การเปลี่ยนจากผู้บริโภคไปสู่การเป็นลูกค้าตลอดไป
ประโยชน์ของ CRM
1.      มีรายละเอียดข้อมูลของลูกค้าในด้านต่างๆ ได้แก่ Customer Profile Customer Behavior สามารถนำมาทำ Data Warehouse และ Data Mining ต่อได้เป็นอย่างดี
2.      วางแผนทางด้านการตลาดและการขายอย่างเหมาะสม
3.      ใช้กลยุทธ์ในการตลาด และการขายได้อย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพตรงความต้องการของลูกค้า
4.      เพิ่มและรักษาส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจ
5.      ลดการทำงานที่ซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน เพิ่มโอกาสในการแข่งขันก่อให้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์การ
ซอฟต์แวร์บริหารลูกค้าสัมพันธ์
1.     ระบบการขายอัตโนมัติ (Sale Force automation: SFA) ประกอบด้วย
-  ระบบขายโดยผ่านโทรศัพท์ตอบรับ เพื่อให้บริการแบบ Proactive ในลักษณะ Telesale
-  ระบบพาณิชย์อิเลกทรอนิกส์ (E-Commerce) เพื่อทำการขายแบบUp-Saleing หรือ Cross-Saleing ไม่ได้เจอลูกค้าจริง จึงต้องมีฐานข้อมูลผ่านเว็บไซต์
-  ระบบงานสนามด้านการขาย ได้แก่ Wireless Application สำหรับการขายปลีกและตัวแทนจำหน่ายสามารถเรียกดูข้อมูลลูกค้าได้ทันทีขณะติดต่อ จะเพิ่มโอกาสในการขายให้สูงขึ้น
2)      ระบบบริการลูกค้า (Customer Service: Call Center) ประกอบด้วย ระบบการให้บริการในด้านโทรศัพท์ตอบรับ (Interactive Voice Response: IVR) ด้านเว็บไซต์ ด้านสนามและข่าวสารต่างๆ
3)      ระบบการตลาดอัตโนมัติ (Marketing) ประกอบด้วย ระบบย่อยด้านการจัดการด้านรณรงค์ต่างๆ ด้านการแข่งขัน ด้านเครื่องมือที่จะช่วยการวิเคราะห์ข้อมูล และวิเคราะห์ธุรกิจ ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ สนับสนุนการรณรงค์การทำตลาดโดยตรง
- การขายในระดับเดียวกัน (Cross selling) – ลูกค้าบัตร credit ได้สิทธิพิเศษมากยิ่งขึ้น
- การขายแบบชุด (Bundling) – การขายรวมสินค้าหลายๆ อย่าง
Data Warehouse และเครื่องมือจัดการข้อมูล เป็นระบบสำคัญในการจัดการข้อมูลที่ละเอียดของ CRM ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลจากภายในและภายนอกองค์กร ข้อมูลภายในมีที่มาจาก 2 แหล่ง คือ
     1. มาจากระบบงานคอมพิวเตอร์เป็นงาน Routine ที่มาจากระบบ Billing ลูกหนี้ ทะเบียนลูกค้า Call Center และข้อมูลเก่าดั้งเดิมที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบฐานข้อมูล
     2. ข้อมูลภายนอกได้แก่ Web Telephone Directory เป็นต้น  
การประมวลผลแบบออนไลน์ (On-line analytical processing; OLAP) เช่น บัตรสมาชิกห้างสรรพสินค้า ที่ให้คูปองและส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไปได้
Classification of CRM Applications
-          Customer Facing จุดที่ลูกค้าสามารถทำการติดต่อกับบริษัทได้ มีความสำคัญ
-          Customer-touching จุดที่ลูกค้าสามารถลองใช้สินค้าได้
-          Customer-centric intelligence การวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง operational processing และ การนำผลลัพธ์มาพัฒนา CRM applications
-          Online networking วิธีที่เป็นการสร้างโอกาสให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น ผ่าน Social Network Facebook YouTube อย่างการแสดงวิดีโอในการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือการใช้สินค้า
Levels & Types of e-CRM
-          Foundational service  พื้นฐานของการบริการบนระบบสารสนเทศ เช่น เว็บไซต์
-          Customer-centered services ลูกค้าสามารถติดตามการใช้บริการ การทำงานได้ เช่น order tracking product configuration/customization & security/trust
-          Value-added services เช่น การประมูลออนไลน์ การเทรนออนไลน์
-          Loyalty programs โปรแกรมสร้างสมาชิก เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำ สร้างความภักดีในสินค้า
Tools for Customer Service
-          Personalized web pages used to record purchases & preferences. มีเว็บไซต์ของบริษัท ลูกค้าสามารถไปพูดคุย และแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ได้
-          FAQs  คำถามที่พบบ่อย ลูกค้าที่มีปัญหาสามารถเข้ามาหาข้อมูลที่นี่ได้เลย
-          Email & automated response ติดต่อและตอบกลับลูกค้า หรือใช้ส่งข้อมูลหรือข่าวสารใหม่ๆ ผ่านทางอีเมล์
-          Chat rooms และ Live chat การสร้างสังคมออนไลน์
-          Call centers

Knowledge Management System (KMS): การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ใน ตัวบุคคล เอกสาร สื่อ มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และแบ่งปันซึ่งกันและกันได้ เกิดการพัฒนาตนเอง และนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน สร้างความสำเร็จให้แก่องค์กร ตลอดจนสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร
ประโยชน์ของการบริหารความรู้
-          เข้าถึงแหล่งความรู้ในองค์กรได้ง่าย พนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานน้อยสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจากองค์ความรู้ที่มีอยู่ และสามารถต่อยอดความรู้ได้ อาจเป็นรูปแบบที่ไม่เป็นทางการผ่านการสอนงานของพนักงานรุ่นพี่ก็ได้
-          ลดจำนวนการทำผิดซ้ำ
-          ความรู้ไม่สูญหายจากองค์กร เป็นเหตุผลหลักขององค์กรที่จะนำข้อมูลมาจัดการ เพื่อไม่ให้ความรู้ออกไปหากพนักงานออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเงินและการตลาดที่มักมีการซื้อบุคลากรระหว่างกันเสมอ
-          ยกระดับความสามารถขององค์กรให้เหนือคู่แข่ง
วิธีการสร้าง KM
•       สร้าง knowledge Base ขององกรค์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็ว (learn faster) ต่อยอดความรู้ที่มีอยู่มุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมและองกรค์ความรู้ใหม่ในการปฏิบัติงานเพิ่ม value ให้ธุรกิจ
•       สร้าง knowledge network สำหรับพนักงานทุกคน สามารถ Access and Share ความรู้ได้อย่างทั่วถึง เช่น ผ่าน Social Network ที่นิยมมากขึ้น
-          Socialization เริ่มจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง
-          Externalization เป็นข้อมูลหรือพฤติกรรมจากภายนอก เก็บความรู้ทั้งประเภทชัดแจ้งและฝังลึก มักจะพยายามจัดการความรู้ให้ความรู้ฝังลึกอธิบายออกมาเป็นความรู้ชัดแจ้ง เพื่อแบ่งปันกันต่อไป
-          Combination อาจเป็นการนำข้อมูลอื่นจากภายนอก มาสนับสนุนข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้มีความรู้ที่หลากหลายมากขึ้น
-          Internalization
กระบวนการจัดการความรู้
- การแสวงหาความรู้  - เป็นกระบวนการที่องค์กรควรแสวงหาความรู้ ต่างๆทั้งภายในและภายนอก
- การสร้างความรู้ - เป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ
- การจัดเก็บความรู้ - เป็นกระบวนการที่องค์กรต้องกำหนดสิ่งสำคัญที่จะเก็บไว้เป็นความรู้
- การถ่ายทอดความรู้ - เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่ยนย้ายข้อมูล ข่าวสาร ความรู้จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง

ฐาณิต อภิเชษฐ์โยธา    5302110134

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Web Mining&Strategic Information System Planning

Web Mining
            เมื่อมีผู้ใช้ Website ระบบสามารถเก็บข้อมูลการใช้ website ต่างๆ ได้ ซึ่งเรียกว่า log จะถูกบันทึกตาม IP Address ว่าผู้ใช้เข้า website อะไร ใช้เวลานานแค่ไหน เข้าไปในหน้าไหนบ่อย
Click Stream – เมื่อคนหนึ่งคนเข้าใช้หน้า website ก็จะเกิดกระแสของการคลิก ซึ่งสามารถดูพฤติกรรมได้ เช่น มีความชอบอย่างไร ชอบ shopping หาสินค้าหรือจะออกไปซื้อของเฉพาะเมื่อมีข่าวสาร
Web mining สามารถแบ่งออกเป็น
-                    Web content mining
-                    Web structure mining
-                    Web usage mining มีการเก็บข้อมูล เมื่อลูกค้าเข้ามาใช้บริการว่ามีความชอบแบบไหน ชอบสินค้าแบบไหน แล้วเลือกสินค้าที่ใกล้เคียงกันมาแนะนำให้ซื้อ เช่น Amazon

Strategic Information System Planning กระบวนการในการวางแผน

IS/IT Planning – แผนกลยุทธ์ระบบสารสนเทศ
การจัดการเกี่ยวกับรากฐานของระบบ (สิ่งที่รองรับทุกอย่างเกี่ยวกับ IT) กับ Application ที่เหมาะสม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้องค์กรดีขึ้นและบรรลุวัตถุประสงค์

Four Stages of IS Planning
            ประเด็นสำคัญ คือ องค์กรมองการใช้ระบบสารสนเทศยังไง 1.เป็นเครื่องมือเสริมกลยุทธ์ หรือ 2. เป็นกลยุทธ์
  1. Strategic planning
o   ประเมินสภาพแวดล้อม ดูว่าปัจจุบันองค์กรเป็นอย่างไร มีโอกาสอย่างไร ภาพพจน์เป็นอย่างไร
o    ประเมินเป้าหมายกลยุทธ์ขององค์กร โดยการทบทวนแผนกลยุทธ์องค์กร ระบุว่าใครเป็นคนทำ กำหนดกลยุทธ์ของ IS ที่จะสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร
o   ดูโครงสร้างองค์กรว่าให้ความสำคัญกับ IS มากแค่ไหน เน้นที่เทคโนโลยี
  1. Organization Information requirements analysis
o   ประเมินข้อมูลที่องค์กรต้องการ แบ่งออกเป็น Current needs (ข้อมูลที่ต้องการในปัจจุบัน ดูว่าสามารถตอบคำถามในอนาคตได้ไหม) กับ Projected needs แล้วจึงแบ่งกลุ่มข้อมูลออกเป็นด้านๆ เรียกว่า Overall architecture
o   มองภาพว่าระบบต้องมีอะไรบ้าง เรียงลำดับความสำคัญ
  1. Resource allocation planning
o   การประเมินทรัพยากรที่ต้องใช้กับระบบที่ได้เสนอนั้น โดยมีประเด็นที่สำคัญ คือ Facilities plan (เป็นการปรับปรุง หรือเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เหมาะสมกับแผน) กับ Financial plan (สามารถบอก Cost per App. ได้)
  1. Project planning
o   ประเมินความคุ้มค่า ถ้ายังไม่ดีก็กลับไปแก้ไขตั้งแต่ข้อ 2
o   การระบุงานว่า ทำอะไร ทำเมื่อไหร่


The Business Systems Planning (BSP)
        วิธีนี้ไม่ต้องสนใจว่ามีกี่ขั้นตอน แต่ควรทำความเข้าใจว่าทำอะไรบ้าง
      การกำหนด
-                    Business processes คือ สิ่งที่กิจการต้องทำ เนื่องจากการประกอบธุรกิจนี้ เป็นการทำงานแบบ Across Functional
-                    Data Classes

ข้อดีคือ
                สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และเป็นการทำงานแบบมีขั้นตอน
ข้อเสียคือ
                ใช้เวลาเยอะมาก มีข้อมูลมหาศาลในการวิเคราะห์ คนให้ความสำคัญกับปัจจุบันลืมอนาคต

Critical Success Factors (CSF)
ปัจจัยที่เป็นหลักสำคัญในการอยู่รอดและประสบความสำเร็จในองค์กร ซึ่งผู้บริหารระดับสูงจะสามารถเห็นได้ชัดกว่าคนอื่น โดยทำการวิจัยจากผู้บริหารระดับสูง ประเมินความคิดเห็นของแต่ละคน หาข้อตกลงร่วม แล้วจึงเลือกใช้ระบบที่สามารถตอบ CSF ได้
จุดเด่นคือ
มีการใช้ข้อมูลจำนวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ BSF สนใจการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม สามารถเชื่อมกับอนาคตได้ง่าย
จุดอ่อนคือ
               กระบวนการและการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นรูปแบบ Art ประเด็นที่ได้อาจยากต่อการวิเคราะห์ ไม่สามารถเอาสิ่งแวดล้อมมาวิเคราะห์ได้ทั้งหมด

นางสาวฐาณิต  อภิเชษฐ์โยธา
5302110134

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

Enterprise System, Supply Chain Management, Enterprise Resource Planning


Enterprise System
-                   เป็นระบบที่เชื่อมกระบวนการหลักของธุรกิจ เพื่อให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันทั่วองค์กร ระบบสารสนเทศพื้นฐานที่สุดขององค์กรคือ Functional Information System ระบบที่มีความแตกต่างกันในแต่ละหน่วยงาน เพราะความต้องการของแต่ละหน่วยแตกต่างกัน มีการทำงานและตัดสินใจเฉพาะของแต่ละหน่วย
ตัวอย่าง Enterprise wide System

- ERP เป็นระบบที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กร เพื่อการจัดการบริหารงานภายในขององค์กร
- CRM ระบบที่ใช้จัดการในด้านการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า
- Knowledge Management System (KM) เป็นระบบใช้ในการบริหารจัดการองค์ความรู้ภายในองค์กร
- Supply Chain Management (SCM) ระบบจัดการ Supply Chain ตั้งแต่ต้นสายจนปลายสาย
- Decision Support System (DSS) ระบบที่ช่วยในการประกอบการตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร โดยนำข้อมูลที่มีนำมาประมวลผล สร้างข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจ
- Business Intelligence (BI) การบริหารความรู้ภายในองค์กร โดยอาจรวบรวมจากการสื่อสารระหว่างบุคคล

ระบบสารสนเทศที่ใช้ใน Supply Chain Management

- Warehouse Management System (WMS) ใช้ในการจัดการโรงเก็บสินค้าคงคลัง เพื่อบริหารสินค้าในคลัง
- Inventory Management System (IMS) ระบบที่ใช้ในการบริหารสินค้าคงเหลือ
- Fleet Management System ระบบจัดการการขนส่งสินค้า เพื่อบริหารการส่งของ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่า สินค้าถูกนำไปถึงที่ไหนแล้ว มีจำนวนเท่าไร และใช้ RFID เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานด้วย
- Vehicle Routing and Planing ระบบจัดการเส้นทางการขนส่ง สามารถคำนวณเส้นทางเดินรถ เพื่อการตัดสินใจว่าเส้นทางดีกว่า คุ้มค่า และประหยัดน้ำมันมากที่สุด 
- Vehicle Based System บริหารจัดการรถบรรทุกในการตรวจสอบสถานะ สถานที่การเดินทางที่อยู่ปัจจุบัน

10 IT Trends for Logistics Supply Chain Management

1. Connectivity สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องมือต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
 - 802.11n standard มาตรฐานระดับความเร็วของอินเตอร์เน็ทที่นำมาใช้ใน SCM
 - 802.11g ระดับความเร็วของอินเตอร์เน็ทที่อาจจะนำมาใช้ในอนาคต เร็วกว่า 802.11n standard เนื่องจากสามารถกระจายคลื่นผ่านเครื่องกระจายได้มากขึ้น
2. Advanced Wireless: Voice & GPS เป็นการนำการสื่อสารด้วยเสียง และ GPS เพื่อสร้างความสะดวกยิ่งขึ้น
3. Speech Recognition การสั่งงานด้วยเสียง
4. Digital Imaging การประมวลผลภาพดิจิตอล
5. Portable Printing สามารถทำเป็นใบเสร็จและติดต่อกลับเข้าที่สำนักงานใหญ่ได้ทันที สามารถสร้างเอกสารที่ไหนและเมื่อไรก็ได้
6. 2D & other bar coding advances บาร์โค้ด 2 มิติ สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังสามารถออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กรได้ 
7. RFID ชิปฝังอยู่ในบัตรหรือแถบสินค้า สามารถสแกนอ่านข้อมูลได้ ใช้คลื่นแม่เหล็กในการส่งผ่านข้อมูล แล้วจึงสามารถนำข้อมูลนั้นไปประมวลผลต่อได้
8. Real Time Location System; RTLS ระบบแสดงตำแหน่งเวลาจริง ใช้ร่วมกับ RFID ทำให้องค์กรสามารถใช้ตรวจสอบตำแหน่งปัจจุบัน ทำให้องค์กรสามารถติดตามสินทรัพย์ได้ทันที
9. Remote Management การจัดการทางไกล ใกล้เคียงกับ RTLS เพียงแต่ใช้สำหรับระยะไกล โดยใช้ระบบแลนไร้สายเพื่อติดตามสินทรัพย์
10. Security ความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครือข่ายไร้สาย

ERP
ทำหน้าที่ช่วยในการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลจากทุกหน่วยงานได้ สำหรับการนำ ERP มาใช้อาจเกิดปัญหา เนื่องจากต้องมีการปรับตัวจากระบบสารสนเทศเดิม ซึ่งอาจทำให้เกิดกระแสต่อต้านได้ ดังนั้นการนำ ERP มาใช้ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จ
ตัวอย่างระบบ ERP คือ SAP, Oracle
ข้อดีและข้อเสียของ ERP
ข้อดี
     - สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
     - สามารถเพิ่มความสะดวกในการใช้ข้อมูล
ข้อเสีย
     - สร้างความวุ่นวายในการใช้งาน เพราะเมื่อนำ ERP มาใช้ อาจไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบที่มีอยู่เดิมได้
     - มีราคาสูง

Third-Party Module
สามารถนำข้อมูลมาเชื่อมกับ ERP เพื่อใช้ในการบริหารงานด้านอื่นๆ สามารถใช้งานในราคาต้นทุนที่ประหยัดกว่า แต่อาจเกิดปัญหาในด้านความเชื่อมโยงเข้ากับระบบหลักได้

น.ส. ฐาณิต อภิเชษฐ์โยธา  5302110134

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

19/01/11

Data Warehouse
Data Warehouse คือ ฐานข้อมูลขององค์กร ซึ่งทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากที่เป็นระบบงานประจำวันขององค์กร รวมถึงจากภายนอกองค์กร โดยข้อมูลที่ถูกจัดเก็บใน Data Warehouse เป็นข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ ข้อมูลในคลังข้อมูลนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารงานของผู้บริหาร

Data Warehouse processing ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ
1. รวบรวมข้อมูล ทั้งจากภายในและนอกองค์กร
             2. จัดทำ Meta Data เป็นข้อมูลที่ใช้อธิบายข้อมูลที่อยู่ใน Data warehouse
             3. Data Staging ซึ่งประกอบไปด้วยการทำ Extract, Clean, Transform และ Load
             4. สร้าง Data Warehouse 
             5. สร้าง Business View 

Data Mart
         Data Warehouse ขนาดเล็กของแต่ละแผนก
ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในหน่วยธุรกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งานของแต่ละแผนก โดยแบ่งออกเป็น 
1. Replicated (Dependent) Data Mart หลาย ๆ กลุ่ม
2. Stand-alone Data Mart บริษัทสามารถมี Data Mart มากกว่าหนึ่งก็ได้ และเป็นอิสระจากกันโดยไม่จำเป็นต้องมี Data Warehouse 

Data Cube
เป็น Multidimensional Databases หรือ OLAP เทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลจากคลังข้อมูล เป็นกระบวนการประมวลผลข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกดูข้อมูลจากจุดการมองที่แตกต่างกันได้ง่าย เริ่มต้นจากการสรุปรวมข้อมูล ก่อนที่จะกระทำการสร้างรายงานและการสร้างแผนภูมิจากข้อมูลที่เลือก ช่วยให้ผู้ใช้เห็นข้อมูลเหล่านั้น ในหลายๆ มิติ ทำให้มีประสิทธิภาพในการนำไปใช้มากยิ่งขึ้น 

Business Intelligence
          
ซอฟต์แวร์ที่นำข้อมูล เพื่อจัดทำรายงานในรูปแบบต่างๆ แสดงความสัมพันธ์ และทำนายผลลัพธ์ของแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ด้านต่างๆ ประกอบไปด้วย
1. Reporting and Analysis 
               - Enterprise Reporting System 
               - Dashboards 
               - Scorecard 
             2. Analytics - การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้
               - Online Analytical Processing (OLTP) 
               - Data Mining 

ปัญหาในการใช้ Business Intelligence 
ไม่สามารถเชื่อมข้อมูลจากแผนกในองค์กรได้ภายใต้ระบบเดียวกัน
องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งานในส่วน Analytics อย่างคุ้มค่า
องค์กรอาจใช้เวลาในการติดตั้งระบบมาก และต้องใช้เวลาเพื่อให้ user ของแผนกต่างๆ สามารถใช้งานได้คล่องแคล่ว
การเปลี่ยนจากระบบเดิมเป็นระบบใหม่อาจทำได้ยาก
พนักงาน IT ขององค์กรขาดความรู้ความเข้าใจในบริหาร
ค่าใช้จ่ายสูงมาก

 นางสาวฐาณิต อภิเชษฐ์โยธา
5302110134